TIGERS-X เริ่มทำงานวิทยาศาสตร์ หลังได้รับการติดตั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติ

การทดลอง TIGERS-X หรือ Thailand Innovative G-Force Varied Emulsification Research for Space Exploration ซึ่งเป็นการทดลองด้านวิทยาศาสตร์อวกาศของประเทศไทย ได้รับการติดตั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งสามารถสื่อสารและรับส่งข้อมูลกับทีมควบคุมภาคพื้นในประเทศไทยได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยอวกาศ การควบคุมภารกิจ และการปฏิบัติการชุดการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในวงโคจรต่ำของโลก

TIGERS-X เป็นการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำที่พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมของของไหลและการผสมของสารคอลลอยด์ในอวกาศ โดยอาศัยระบบห้องปฏิบัติการบนชิปขนาดกะทัดรัด (Lab-on-a-Chip) ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการปฏิบัติการของสถานีอวกาศนานาชาติ การทดลองดังกล่าวถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรพร้อมยานขนส่งสัมภาระดรากอน (Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 จากนั้นชุดการทดลองได้เข้าสู่กระบวนการถ่ายโอนสัมภาระและเตรียมความพร้อมสำหรับการติดตั้งภายในส่วนปฏิบัติการขององค์การอวกาศยุโรปบนสถานีอวกาศนานาชาติ

นักวิจัยกำลังดำเนินการทดสอบการไหลของของไหลเข้าสู่ระบบห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-a-Chip) เป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.10 น. ตามเวลาประเทศไทย นักบินอวกาศโซฟี อาเดโนต์ (Sophie Adenot) แห่งองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) ได้ดำเนินการติดตั้งการทดลอง TIGERS-X เข้ากับแพลตฟอร์มไอซ์คิวบส์ (ICE Cubes Facility) ภายในห้องปฏิบัติการโคลัมบัส (Columbus Laboratory Module) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการขององค์การอวกาศยุโรปบนสถานีอวกาศนานาชาติ การติดตั้งดังกล่าวดำเนินการร่วมกับบริษัทสเปซ แอปพลิเคชันส์ เซอร์วิสเซส (Space Applications Services) ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการและดูแลแพลตฟอร์มไอซ์คิวบส์สำหรับการทดลองวิทยาศาสตร์ในอวกาศ

ภายหลังการติดตั้ง นักบินอวกาศได้สื่อสารกับทีมบริษัทสเปซ แอปพลิเคชันส์ เซอร์วิสเซส เพื่อยืนยันสถานะของระบบและตรวจสอบว่าชุดการทดลองได้รับการบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์มอย่างถูกต้อง จากนั้นในเวลา 23.38 น. ตามเวลาประเทศไทย ทีมภาคพื้นของ TIGERS-X สามารถสถาปนาการสื่อสารกับชุดการทดลองจากศูนย์ควบคุมภาคพื้นในประเทศไทยได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นในประเทศไทยสามารถติดต่อสื่อสารโดยตรงกับการทดลองของไทยที่กำลังปฏิบัติงานอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ

ศูนย์ควบคุมภารกิจ ณ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร

หลังได้รับสัญญาณแรก ทีม TIGERS-X ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบระบบขั้นต้น ประกอบด้วยการตรวจสอบการเชื่อมต่อสื่อสาร ระบบไฟฟ้า สถานะภายในของชุดการทดลอง และระบบภาพถ่ายภายในทั้ง 4 ชุด ผลการตรวจสอบยืนยันว่าระบบของการทดลองทำงานเป็นปกติและมีสถานะพร้อมสำหรับการปฏิบัติการต่อไป

ภายหลังการตรวจสอบระบบ ทีมวิจัยได้ดำเนินการซักซ้อมและปรับเทียบระบบ โดยมีการฉีดของไหลทดลองเข้าสู่ระบบห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-a-Chip) และล้างของไหลออกจากระบบ เพื่อทดสอบพฤติกรรมของระบบและยืนยันความพร้อมก่อนเข้าสู่การปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หลัก การปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการรวมทั้งสิ้น 3 รอบ โดยแต่ละรอบถูกวางแผนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่สามารถสื่อสารกับสถานีอวกาศนานาชาติได้ หรือช่วงเวลาที่สามารถรับสัญญาณจากสถานีอวกาศนานาชาติได้ (Acquisition of Signal: AOS) และเมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาที่ขาดการติดต่อสื่อสารกับสถานีอวกาศนานาชาติ (Loss of Signal: LOS) ระบบจะถูกปรับเข้าสู่สถานะปลอดภัยตามกระบวนการปฏิบัติการที่กำหนดไว้

เนื่องจาก TIGERS-X เป็นการทดลองที่ควบคุมจากภาคพื้นทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องให้นักบินอวกาศดำเนินการทดลองเพิ่มเติมหลังการติดตั้ง การปฏิบัติการแต่ละครั้งจึงต้องได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านช่วงเวลาการสื่อสาร การติดตามข้อมูลโทรมาตร (Telemetry) การส่งคำสั่งควบคุม และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การทดลองสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดของการปฏิบัติการบนสถานีอวกาศนานาชาติ

นักวิจัยสามารถสังเกตพฤติกรรมของของไหลภายในชุดการทดลองได้อย่างชัดเจน ผ่านระบบถ่ายภาพที่ติดตั้งอยู่ภายในชุดการทดลอง

การปรับเทียบระบบขั้นต้นเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย ผลการสังเกตเบื้องต้นพบว่าพฤติกรรมของของไหลภายในระบบห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-a-Chip) มีความสอดคล้องกับสมมติฐานและแบบจำลองที่ทีมวิจัยได้ประเมินไว้ก่อนการส่งขึ้นสู่อวกาศ ความสำเร็จในการตรวจสอบและปรับเทียบระบบครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความพร้อมของ TIGERS-X สำหรับการเข้าสู่ระยะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หลัก หรือวันที่ 1 ของการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (Day 1)

ภาพแสดงของเหลวไหลเข้าสู่ระบบ Lab-on-a-Chip ในช่วงการทดสอบหลังเชื่อมต่อสัญญาณ

ระยะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของ TIGERS-X มีกำหนดดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน โดยการทดลองจะดำเนินชุดปฏิบัติการเกี่ยวกับของไหลในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำแบบอัตโนมัติ และควบคุมจากศูนย์ควบคุมภาคพื้นในประเทศไทย การที่ระบบสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงจากนักบินอวกาศเพิ่มเติม ทำให้ TIGERS-X เป็นหนึ่งในชุดการทดลองวิจัยของไทยที่มีความก้าวหน้าสูงที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการในวงโคจร

ความสำคัญของ TIGERS-X มิได้อยู่เพียงในฐานะการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของประเทศไทยในการพัฒนาชุดการทดลองอวกาศที่ประกอบด้วยระบบไมโครฟลูอิดิกส์ (Microfluidics) ระบบถ่ายภาพ ระบบจัดการของไหล ความสามารถในการสั่งการจากระยะไกล และการรับส่งข้อมูลโทรมาตรแบบใกล้เคียงเวลาจริง ภายใต้ข้อกำหนดด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยของสถานีอวกาศนานาชาติ

ความสำเร็จของการติดตั้งและการรับสัญญาณครั้งแรกของ TIGERS-X จึงถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกับงานวิจัยอวกาศระดับนานาชาติ จากเดิมที่การส่งการทดลองขึ้นสู่อวกาศมักเป็นเพียงการส่งชุดการทดลองไปปฏิบัติงานและรอผลลัพธ์กลับมายังโลก ภารกิจ TIGERS-X ได้ยกระดับบทบาทของนักวิจัยและวิศวกรไทยให้สามารถปฏิบัติการ ควบคุม และติดตามการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติได้โดยตรงจากประเทศไทย

ข้อมูลที่ได้จากภารกิจ TIGERS-X คาดว่าจะมีความสำคัญต่อการศึกษาพฤติกรรมของของไหลในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ และอาจนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเวชศาสตร์อวกาศ ระบบไมโครฟลูอิดิกส์ และการวิจัยเพื่อรองรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอวกาศระยะยาวในอนาคต ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศของเศรษฐกิจอวกาศและงานวิจัยอวกาศขั้นสูงในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพสำหรับประกอบการรายงานข่าว

สามารถโหลดภาพถ่ายความละเอียดสูงได้ผ่านทาง บัญชี Flickr ของโครงการ ได้แก่ภาพถ่ายในขณะประกอบชิ้นงาน การนำส่ง และการทำงานวิทยาศาสตร์

Public Affairs Officer