10 วันของ TIGERS-X บนสถานีอวกาศนานาชาติ กับผลการทดลองที่เหนือความคาดหมาย

ภารกิจ TIGERS-X บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้ดำเนินมาถึงวันสุดท้ายของการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แล้ว ด้วยการสื่อสารและการวางแผนร่วมกับพันธมิตรจาก ICE Cubes Service ทีมวิจัยได้เตรียมการและดำเนินการส่งข้อมูลกลับสู่พื้นโลก (Data Downlink) ครั้งสุดท้าย จากศูนย์ควบคุมภารกิจ (Mission Control Center – MCC) ณ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (CRA) เพื่อเตรียมชุดการทดลอง (Payload) ให้พร้อมสำหรับการปิดระบบปฏิบัติการ ก่อนที่จะถอดการติดตั้งและส่งกลับสู่พื้นโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

002U4094.NEF
ภาพชุดการทดลอง TIGERS-X ขณะลอยตัวอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Microgravity) ภายในโมดูลโคลัมบัส (Columbus module) ของยุโรปบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ก่อนที่จะดำเนินการติดตั้งเข้ากับระบบ ICE Cubes Facility (ICF) และเริ่มต้นการปฏิบัติงาน Credit: ESA/NASA – S. Adenot

สรุปลำดับเวลาของภารกิจโดยสังเขป:

  • ปล่อยตัว: 15 พฤษภาคม 2026 (22:05 UTC+0)
  • เชื่อมต่อกับ ISS: 17 พฤษภาคม 2026 (10:37 UTC+0)
  • เปิดระบบปฏิบัติการ: 26 พฤษภาคม 2026
  • ปิดระบบปฏิบัติการ: 5 มิถุนายน 2026
  • เดินทางกลับถึงโลก (Splash Down): ประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2026

นับตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง ทีมงานสามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญจากการทดลองเพื่อใช้ทดสอบสมมติฐาน จากผลลัพธ์ที่ได้แบบเรียลไทม์จากการทดลองในวงโคจร ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบภาพวิดีโอที่บันทึก ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดขีดความสามารถของระบบ ICE Cubes Facility (ICF) ที่ช่วยสนับสนุนการสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจากชุดการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติกลับมายังพื้นโลกได้อย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และเรียลไทม์

002U4099.NEF
ภาพแสดงเพย์โหลด TIGERS-X ขณะติดตั้งอยู่บนชั้นวางของระบบ ICE Cubes Facility (ICF) หลังจากได้รับการติดตั้งจนเสร็จสมบูรณ์โดย Sophie Adenot นักบินอวกาศจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ด้วยแพลตฟอร์มแบบ Plug-and-Play ของระบบ ICF และชุดการทดลองที่ออกแบบมาให้เข้ากับแพลตฟอร์ม ทำให้สามารถเริ่มต้นการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายในทันที Credit: ESA/NASA – S. Adenot

ภารกิจนี้ได้สร้างหมุดหมายสำคัญที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งสิ่งนี้เหล่า TIGERS-X สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่:

  • ชุดการทดลองทางการแพทย์ชิ้นแรกจากประเทศไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
  • ชุดการทดลองชิ้นแรกบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่มีศูนย์ควบคุมภารกิจ (MCC) ตั้งอยู่ในประเทศไทย
  • ชุดการทดลองด้านของไหล (Fluid experiment) ชิ้นแรกจากประเทศไทยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

โดยรวมสถิติตัวเลขที่น่าสนใจของชุดการทดลอง TIGERS-X ที่เก็บสะสมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

  • ชุดการทดลอง TIGERS-X ตั้งแต่ถูกเชื่อมต่อและเริ่มต้นการทำงาน จนสิ้นสุดการทดลอง ชุดการทดลองทำงานเป็นระยะเวลา 9 วัน 14 ชั่วโมง 57 นาที 23 วินาที หรือรวมเป็น 831,443 วินาที
  • โดยมีการบันทึกวิดีโอการทดลองทั้งหมดเป็นจำนวน 4,342 ไฟล์ หากเปิดเล่นทั้งหมด จะต้องใช้เวลาดู 3 วัน 22 นาที นับเป็นขนาดทั้งหมด 110 GB ซึ่งข้อมูลจำนวน 63 GB ได้ถูกโหลดกลับลงมายังโลก เพื่อวิเคราะห์ในทันที โดยไม่ต้องรอชุดการทดลองถูกส่งคืนกลับมา
  • ปั๊มน้ำทำงานทั้ง 8 ตัวบนชุดการทดลอง สะสมการทำงานไปทั้งหมด รวมแล้ว 218 ครั้ง ระยะเวลารวมกัน 15 นาที 22 วินาที
  • ชุดการทดลองทำงานตามคำสั่งที่สั่งจากศูนย์ควบคุมบนโลกรวมแล้วทั้งหมด 1,407 คำสั่ง และได้การทดลองออกมารวมกันมากกว่า 218 การทดลอง

แม้จะมีอุปสรรคที่สร้างความท้าทายเกิดขึ้นบ้างในระหว่างการปฏิบัติงาน แต่ทีมงานก็สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นจนลุล่วง และยังคงดำเนินการทดลองภายใต้สภาวะปกติ (Nominal condition) ได้จนถึงวันสุดท้ายนี้ โดยที่ชุดการทดลองทั้งหมดยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า วิศวกรรมของชุดการทดลอง TIGERS-X ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (Contingency measures) ที่เพียงพอ ควบคู่ไปกับระบบสำรอง (Hardware redundancy) ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นมรดกทางวิศวกรรมที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศไทย

ก้าวต่อไปหลังจากภารกิจเสร็จสิ้นลง คือโอกาสครั้งสำคัญที่ทีมวิจัยจะได้ต่อยอดจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นอกเหนือจากการศึกษาวิจัยเชิงลึกที่กำลังดำเนินอยู่ ในขณะนี้ ทีมงานกำลังมุ่งเน้นไปที่การนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่:

ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) – นำผลลัพธ์จากการทดลองทำการวิเคราะห์เพื่อต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของของไหล (Fluid behavior) ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Microgravity) โดยจะมีการเผยแพร่รายละเอียดการศึกษาในลำดับถัดไป

ด้านวิศวกรรม (Engineering) – นำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาและสร้างชุดการทดลอง มายกระดับขีดความสามารถของวิศวกรไทยในการพัฒนาชุดการทดลองสำหรับการทดลองที่ได้มาตรฐานระดับอวกาศ (Space-grade) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนที่มีจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด (Commercial Off-The-Shelf หรือ COTS) มาสร้างแพลตฟอร์มที่มีความคุ้มค่าและสามารถปรับเปลี่ยนส่วนประกอบได้ตามต้องการ (Modular platform) ดังเช่นในชุดการทดลอง TIGERS-X ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถพัฒนาต่อยอดสำหรับภารกิจอวกาศอื่น ๆ รวมไปถึงภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ (Lunar mission) ในอนาคต

ภาพถ่ายของชุดการทดลอง TIGERS-X ขณะทำการประกอบภายในศูนย์ประกอบดาวเทียม GISTDA ศรีราชา

ด้านเศรษฐกิจและทรัพยากรบุคคล (Economy and Human Resource) – นำองค์ความรู้ที่ได้จากชุดการทดลองเป็นพื้นที่ต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับกลาง (Mid-tech industry) ของประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วในห่วงโซ่อุปทานด้านวิศวกรรมเครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับรากฐานนี้ให้เป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต (High and frontier technology) โครงการ TIGERS-X ได้ช่วยเบิกทางในฐานะผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace) พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อันเป็นการผสานรวมระหว่างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงและเม็ดเงินลงทุนเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำลังรอผลของคำสั่งที่เพิ่งส่งขึ้นไปและกำลังรอสัญญาณตอบรับกลับมาจากชุดการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ

ความสำเร็จของ TIGERS-X เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความมุ่งมั่นของทีมงาน ตลอดการเดินทางกว่า 2 ปีที่สานต่อจากโครงการทดลองบนเที่ยวบินสภาวะไร้น้ำหนัก และบัดนี้ได้การทดลองได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในการร่วมผลักดันขีดจำกัดของการสำรวจอวกาศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

โครงการนี้ดำเนินการโดยคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) องค์การอวกาศยุโรป European Space Agency (ESA) และ บริษัทสเปซแพลิเคชันเซอร์วิส (Space Application Services) ซึ่งโครงการวิจัยนี้ได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

Public Affairs Officer