ในวันที่ 4 ของการทดลอง TIGERS-X บนสถานีอวกาศนานาชาติ ทีมวิจัยได้ดึงข้อมูลจากชุดการทดลองมายังห้องปฏิบัติการควบคุมภาคพื้นดินเพื่อวิเคราะห์ผลเพิ่มเติม
การทำงานในวันนี้ ทีมวิจัยมุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมของฟองอากาศที่เกิดขึ้นภายใน Lab-on-a-Chip เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดฟองอากาศจึงเกิดขึ้นในปริมาณที่มากกว่าบนโลก และอะไรคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดฟองอากาศในสารละลายภายในชุดการทดลองที่อยู่บนอวกาศมากกว่าชุดการทดลองที่คู่ขนานบนโลก

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าฟองอากาศภายในระบบ Lab-on-a-Chip ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักนั้น มีอัตราการเกิดและพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากการทดลองบนพื้นโลกอย่างสิ้นเชิง ทีมงานจึงได้ศึกษาปัจจัยและตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยพบว่าตัวแปรหลักไม่ได้มีเพียงแค่สภาวะไร้น้ำหนักเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ “คุณสมบัติของของเหลว” ที่ใช้ในการทดลองด้วย
ของเหลวตัวอย่างที่ใช้ในภารกิจนี้คือ TPN (Total Parenteral Nutrition) หรือโภชนาการทางหลอดเลือดดำ ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือสารละลายกลุ่มโปรตีนและกรดอะมิโน การมีอยู่ของโมเลกุลโปรตีนเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางเคมีฟิสิกส์ที่เรียกว่า ความต่างศักย์ซีตา (Zeta Potential)
กลไกดังกล่าวทำให้เกิดประจุไฟฟ้าสะสมบริเวณผิวสัมผัสระหว่างก๊าซและของเหลว สร้างแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างฟองอากาศแต่ละฟอง ทำให้ฟองอากาศไม่รวมตัวกัน (Coalescence) และยากต่อการแตกตัว เมื่อประกอบกับสภาวะไร้น้ำหนักที่ไม่มีแรงลอยตัว (Buoyancy) มาช่วยดันให้ฟองอากาศลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ฟองอากาศในสารละลาย TPN จึงสามารถแขวนลอยและคงค้างอยู่ในระบบของไหลได้นานกว่าการใช้น้ำเปล่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ การค้นพบนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจพลศาสตร์ของไหลที่มีความซับซ้อนในอวกาศได้ดียิ่งขึ้น
นอกเหนือจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แล้ว ในด้านปฏิบัติการภาคพื้นดิน ทีมวิศวกรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของโครงการยังได้สร้างและนำปรับใช้ ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลการทดลอง (Experiment Database Software) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับภารกิจ TIGERS-X รวมถึงซอฟต์แวร์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลภาพ (Image Processing)
ซอฟต์แวร์ดังกล่าวมาพร้อมกับส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (User Interface – UI) ที่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (User-friendly) ช่วยให้ทีมวิจัยสามารถทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การดำเนินงานในวันที่สี่นี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการปรับตัวของทีมงาน ทั้งในแง่ของการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ที่พบเจอ และการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนแบบเรียลไทม์ เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลในวันต่อ ๆ ไปของภารกิจ TIGERS-X เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
